คำแนะนำที่ดีไม่ใช่แค่การบอกว่า “จงใช้ชีวิตเพื่อวันนี้” หรือ “จงประหยัดเพื่ออนาคต” เพราะคำแนะนำที่ดีเพียงหนึ่งเดียว คือ “จงลดความเสียดายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้น้อยที่สุด”

เล่มนี้ตั้งใจซื้อและคาดหวังว่ามันจะดีเพราะผมชอบหนังสือเล่มก่อนหน้าที่อ่านอย่าง จิตวิทยาว่าด้วยเงิน The Psychology of Money แต่พอได้อ่านบทแรกๆแล้วก็ไม่ได้ประทับใจเท่าที่ควร แต่พออ่านมาจนถึงบทที่ 9 ก็รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตมากขึ้น ด้วยคำถามที่ว่า “ผม” ซื้อของแต่ละชิ้นไปเพื่ออะไร เพื่ออำนวยความสะดวก หรือ เพื่อสถานะ ผมคิดมาตลอดว่าผมซื้อเพื่ออำนวยความสะดวก แต่มันเป็นอะไรที่ดูย้อนแย้งมากที่ปีก่อนหน้านี้ซื้อของเยอะมาก และได้ประโยชน์ใช้สอยไม่คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปเลย(และของชิ้นนั้นยังนอนในกล่องมาครึ่งปีแล้ว…) แต่ความคุ้มค่านี้จริงๆแล้วคนที่ตอบได้จริงๆต้องเป็นตัวผมเอง ซึ่งผมได้คำตอบแล้วว่าผมซื้อมาเพื่อสถานะมากกว่า 😂 สิ่งนี้เลยทำให้ผมอยากเอาคำถามนี้มาถามกับตัวเองบ่อยขึ้นเวลาจะซื้อของชิ้นใหม่ๆ

1 สถานการณ์ตัวอย่างที่ผมชอบมากในการเปรียบเทียบว่าเราซื้อของแต่ละอย่างมาเพื่ออำนวยความสะดวกหรือสถานะก็คือ เมื่อวันหนึ่ง เรารู้ว่าของสิ่งนั้นไม่ได้มีค่าในสายตาของสังคมแล้ว เราจะรู้สึกยังไง (เช่น ซื้อกระเป๋าแบรนด์แนมราคาแพงมากมา แต่มารู้ทีหลังว่ามันเป็นของปลอมที่เหมือนมากจนดูไม่ออก เราจะรู้สึกยังไงต่อสถานการณ์นี้)

บทต่อมาก็ชอบเหมือนกันกับคำถามที่ว่า ลองคิดถึงสองคำถามนี้ว่า ถ้าต้องตายในวันพรุ่งนี้ การใช้จ่ายหรือเก็บออมของเราทำให้เราพลาดอะไรที่น่าเสียดายไปไหม กับ ถ้าต้องตายในอีก 50 ปีข้างหน้า การใช้จ่ายหรือเก็บออมของเราทำให้เราพลาดอะไรที่น่าเสียดายไปไหม วิธีการดำเนินชีวิตที่น่าจะดีที่สุดสำหรับแต่ละคนก็คือ เราจะรู้สึกเสียดายน้อยที่สุดในสองทั้งสถานการณ์

ผมเป็นคนตระหนี่มาก เงินบาทเดียวที่หายไปจากบัญชีก็หงุดหงิดแทบเป็นแทบตาย พอถ้ารู้ว่าพรุ่งนี้ต้องตายคงไม่มาเสียเวลาหงุดหงิดกับเงินบาทเดียวที่หายไป(ใช่ไหม?) แต่ถ้ามองไปว่าอีก 50 ปีผมถึงจะตาย 1 บาทนั้นก็คงทบต้นมาได้เป็นเงินก้อนหนึ่ง(ซึ่งก็คงไม่มากเท่ากับอารมณ์ที่สาดใส่คนรอบข้าง)

พออ่านเรื่องนี้แล้วผมก็รู้สึกว่าคงไม่เสียดายแล้วที่ได้ออกมาลองทำเกมเต็มเวลาดูสักครั้ง


This site uses Just the Docs, a documentation theme for Jekyll.